Archive for the 'ต้นไม้ในพุทธประวัติ' Category

โพธิญาณพฤกษา : ต้นทองกวาว (ต้นกิงสุกะ)

โพธิญาณพฤกษา : ต้นทองกวาว (ต้นกิงสุกะ)

ต้นทองกวาว

โพธิญาณพฤกษา
พันธุ์ไม้ที่พระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ประทับตรัสรู้

ต้นทองกวาว (ต้นกิงสุกะ)

ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ตำราชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 พระนามว่า “พระเมธังกรพุทธเจ้า” ได้ประทับตรัสรู้ ณ ควงไม้ทองกวาว

ต้นทองกวาว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Butea monosperma Kuntze.” ในภาษาบาลีเรียกว่า “ต้นกิงสุกะ” มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดีย มักพบในทุกส่วนของประเทศ มีชื่อเรียกในภาษาสันสกฤตว่า “ปารัช” (Palasha) ซึ่งแปลว่า “ทอง”

ส่วนในเมืองไทยนั้นจะพบต้นทองกวาวอยู่ตามที่ราบลุ่มในป่าผลัดใบ ป่าหญ้า หรือป่าละเมาะที่แห้งแล้ง พบมากทางภาคเหนือ ส่วนภาคอื่นขึ้นกระจัดกระจาย ยกเว้นภาคใต้ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละภาค ได้แก่ กวาว ก๋าว (ภาคเหนือ), จอมทอง (ภาคใต้), ทองธรรมชาติ ทองพรหมชาติ ทองต้น (ภาคกลาง), จาน (ภาคอีสาน), จ้า (เขมร) เป็นต้น

ทองกวาวเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ ขนาดสูงประมาณ 10-18 เมตร ลำต้นส่วนมากจะคดงอ และแตกกิ่งต่ำ เปลือกสีเทาคล้ำ แตกเป็นร่องตื้นๆ มีน้ำยางใสๆ ใบหนาและมีขน ใต้ใบสีเขียวอมเทา เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบออกสลับกัน รวมกันเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง ก้านช่อยาว ก้านใบย่อยสั้นออก ดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง คล้ายดอกแค สีแดงอมส้ม หรือสีเหลือง (แต่ที่พบโดยทั่วไปเป็นสีแสด เพราะสีเหลืองเป็นพันธุ์ไม้หายาก) ไม่มีกลิ่น

ดอกต้นทองกวาว

ดอกยาวประมาณ 5-6 ซม. มีกลีบดอก 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 10 ตัว กลีบเลี้ยงรูประฆัง ผลมีลักษณะเป็นฝักแบน โค้งงอเล็กน้อย มีขนนุ่มปกคลุม ฝักยาวประมาณ 10-14 ซม. เปลือกนอกสีน้ำตาลอ่อน ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กที่ปลายฝัก การแตกกิ่งก้านสาขาของทองกวาวค่อนข้างกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ ราวเดือนธันวาคม-มีนาคม เป็นช่วงเวลาที่ทองกวาวออกดอก และเวลาออกดอกนั้นจะผลัดใบทั้งต้น

ทองกวาวเป็นไม้กลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินร่วนหรือดินปนทราย ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง แสงแดดจัด ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่ทนต่อโรคพอสมควร ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

ประโยชน์ของทองกวาวมีมากมาย ในบางท้องที่ใช้เนื้อไม้ทำกระดานกรุบ่อน้ำหรือทำเรือขุด หรือเรือโปงใช้ชั่วคราว ใช้กั้นบ่อน้ำ ร่องน้ำ และทำกังหันน้ำ เพราะเนื้อไม้เมื่อแห้งจะมีน้ำหนักเบา และหดตัวมาก เส้นใยจากเปลือกใช้ทำเชือก ส่วนดอกสีแดงหรือสีแสดใช้ย้อมผ้า ใบสดใช้ห่อของ ใช้ตากมะม่วงกวน ในอินเดียได้นำใบมาปั้นเป็นถ้วยใส่อาหารและขนมแทนพลาสติก

ลำต้นทองกวาว

สำหรับสรรพคุณด้านพืชสมุนไพร ได้แก่

ยางใช้รับประทานแก้ท้องร่วง เลือดออกในกระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ขับพยาธิ

ใบใช้ตำพอกแก้ฝีและสิว ถอนพิษ แก้ปวด แก้ท้องขึ้น แก้ริดสีดวง ขับพยาธิ

ดอกรับประทานถอนพิษได้ แก้ไข้ ขับปัสสาวะ ลดความกำหนัด ขับพยาธิ ใช้หยอดตาแก้ตาแดง ปวดเคืองตา ตาแฉะ ตามัว

เมล็ดบดให้ละเอียดผสมน้ำมะนาวใช้ทาแก้ผิวหนังเป็นผื่นแดง อักเสบ คันและแสบร้อน (ข้อควรระวัง พบสารในเมล็ดออกฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน มีผลเสียต่อสตรีที่กำลังตั้งครรภ์)

แก่นทาแก้ปวดฟัน

รากประคบบริเวณที่เป็นตะคริว ขับพยาธิ

ในประเทศอินเดียเรียกต้นทองกวาวว่า “Kamarkas” มีความหมายว่า กล้ามเนื้อหลังที่แข็งแรงและยืดหยุ่น เพราะสมัยก่อนผู้หญิงอินเดียทั่วไปมักจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อหลังในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หรือหลังคลอดบุตร จึงได้ใช้สรรพคุณทางยาของทองกวาวเป็นยาบำรุงร่างกายโดยเฉพาะกระดูกเชิงกรานและกล้ามเนื้อหลัง นอกจากนี้ยังช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายจากความเจ็บไข้ได้ป่วย รวมทั้งการกลับมามีรูปร่างดังเดิมหลังคลอด รวมทั้งนำมาใช้ในการบำรุงรักษาผิวพรรณ เพื่อเพิ่มความงาม

คนไทยโบราณเชื่อว่า หากบ้านใดปลูกต้นทองกวาวไว้ จะทำให้มีทองมากเพราะชื่อทองกวาวเป็นมงคลนาม นอกจากนี้ดอกยังมีความสวยงามเรืองรองดั่งทองธรรมชาติ ยิ่งถ้าผู้ปลูกเป็นผู้ที่ประกอบแต่คุณงามความดีแล้วละก็นับว่าเป็นสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัยยิ่งนัก ปัจจุบัน ทองกวาวเป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดเชียงใหม่

สรรพคุณต้นทองกวาว

ที่มา : http://www.dhammajak.net

โพธิญาณพฤกษา : ต้นตีนเป็ดขาว (ต้นสัตตบรรณ)

โพธิญาณพฤกษา
พันธุ์ไม้ที่พระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ประทับตรัสรู้

ต้นตีนเป็ดขาว (ต้นสัตตบรรณ)

ต้นตีนเป็ดขาว

ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ตำราชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าองค์แรก พระนามว่า “พระตัณหังกรพุทธเจ้า” ได้ประทับตรัสรู้ ณ ควงไม้สัตตบรรณ

ต้นตีนเป็ดขาว ในภาษาบาลีเรียกว่า “ต้นสัตตบรรณ” หรือ “ต้นสัตตปัณณะ” มีชื่อเรียกในอินเดียว่า “สตฺตปณฺณรุกข” ซึ่งแปลว่าเป็นไม้ที่มี 7 ใบ เป็นต้นไม้ที่ขึ้นปากถ้ำที่เมืองราชคฤห์ จึงเรียกถ้ำนี้ว่า “สตฺตปณฺณคูหา” ในบริเวณนี้เป็นที่ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรก โดยพระเจ้าอชาตศัตรู ทรงรับเป็นผู้อุปการะในการสังคายนา รวมทั้ง ได้ทรงสร้างธรรมศาลา และกุฏิสำหรับพระภิกษุสงฆ์จำนวน 500 รูป

ต้นตีนเป็ดขาว(สัตตบรรณ)

ต้นสัตตบรรณ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alstonia scholaris R. Br. ถิ่นกำเนิดอยู่ที่หมู่เกาะโซโลมอนและมาเลเซีย และป่าดงดิบภาคใต้ ตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศไทย เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ โตเร็ว ลำต้นตรง สูงราว 15-30 เมตร ผิวลำต้นมีสะเก็ดเล็กๆ สีขาวปนน้ำตาล เปลือกสีเทา มียาง สีขาว เนื้อไม้สีขาวอมเหลือง แตกกิ่งก้านสาขามากตามยอด ใบเป็นใบเดี่ยวมนรี ปลายใบมนโคนใบแหลมก้านใบสั้น แตกใบออกรอบข้อเป็นวง เรียงกันคล้ายตีนเป็ด จึงมักเรียกกันทั่วไปว่า “ต้นตีนเป็ด”

ดอกของสัตตบรรณ มีขนาดเล็ก สีขาวอมเขียว มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ซ้อนกันเหมือนฉัตรประมาณ 2-3 ชั้น ช่อหนึ่งๆ จะติดกลุ่มเป็นพุ่มย่อยๆ ช่อละ 7 พุ่มเหมือนกันทุกช่อ มักจะบานพร้อมกัน โดยเริ่มบานประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม ส่วนผลเป็นฝักกลมยาว เมื่อแก่จัดจะแตกเป็น 2 ซีก เมล็ดซึ่งมีขนยาวอ่อนนุ่มปุกปุยติดอยู่เป็นกระจุกที่ปลายทั้งสองข้าง จะปลิวกระจายไปตามลม

ต้นสัตตบรรณเป็นไม้กลางแจ้งชอบแสงแดด และดินร่วนซุย เป็นไม้ที่ทนแล้งได้เป็นอย่างดี เนื้อไม้อ่อนแต่ค่อนข้างเหนียวและทนทานมาก มักใช้ในการก่อสร้างทำเครื่องใช้ต่างๆ เช่น หีบใส่ของ ลูกทุ่นอวน ของเล่นเด็ก มีคุณค่าทางเศรษฐกิจมาก นอกจากนี้ยังเป็นพืชสมุนไพรอีกด้วย ส่วนต่างๆ ของต้นสัตตบรรณหรือต้นตีนเป็ดขาว มีสรรพคุณทางยาดังนี้

ต้นตีนเป็ด

- เปลือก ใช้แก้ไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ขับระดู ขับพยาธิ ขับน้ำเหลืองเสีย ขับน้ำนม รักษามาเลเลีย แก้ท้องเสีย แก้บิด แก้ไอ เบาหวาน

- น้ำยางจากต้น ใช้อุดฟัน แก้ปวดฟัน แก้แผลอักเสบ หยอดหูแก้ปวด

- ใบ ใช้พอกดับพิษต่างๆ ส่วนใบอ่อนใช้ชงดื่ม รักษาโรคลักปิดลักเปิด แก้ไข้หวัด

สัตตบรรณได้ชื่อว่าเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่า “พญาสัตตบรรณ” โดยเชื่อกันว่าบ้านใดปลูกพญาสัตตบรรณไว้ในบ้าน จะทำให้มีเกียรติยศดั่งพญา ได้รับการยกย่องและนับถือจากบุคคลทั่วไป

ปัจจุบัน สัตตบรรณเป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดสมุทรสาคร

ต้นตีนเป็ด

ที่มา: http://www.dhammajak.net

[direct=http://www.thaigatpat.com]Free blog[/direct]